แดดเมืองไทยหรือเตาอบ! เผย 5 เหตุผล ทำไม "หน้าร้อน" ยิ่งต้องล้างรถ ถ้าไม่อยากให้สีซีดจนหมดราคา
5เหตุผลต้องล้างรถในฤดูร้อน และแสงแดดจัดในประเทศไทยเป็นช่วงที่ทำร้ายผิวรถได้รุนแรงที่สุดครับ หลายคนอาจคิดว่าล้างไปเดี๋ยวฝุ่นก็เกาะ ขอยืนยันว่าการล้างและเคลือบสีในฤดูร้อนคือการ "ทำประกัน" ให้กับความเงางามของรถคุณเลยทีเดียว
นี่คือ 5 เหตุผลสำคัญที่คุณไม่ควรละเลย
1. เกราะป้องกันรังสี UV (UV Protection)
แสงแดดเมืองไทยมีรังสี UV ที่เข้มข้นมาก ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้ ชั้นแลคเกอร์เสื่อมสภาพ สีรถจะเริ่มซีดจาง (Fading) และแตกลายงา การเคลือบสีเปรียบเสมือนการทาครีมกันแดดให้รถ ช่วยสะท้อนรังสีและลดการดูดซับความร้อนที่จะเข้าทำลายเนื้อสีโดยตรง
2. ป้องกันคราบยางไม้และมูลนก (Natural Acids)
ในฤดูร้อน หลายคนมักเลือกจอดรถใต้ร่มไม้เพื่อหนีแดด ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่จะโดน ยางไม้ หรือ มูลนก สารเหล่านี้มีฤทธิ์เป็นกรด และเมื่อเจอกับความร้อนสูงจากตัวถังรถ กรดจะกัดทะลุชั้นเคลือบสีได้เร็วขึ้นมาก การเคลือบสีจะสร้างชั้นฟิล์มป้องกัน (Sacrificial Layer) ไม่ให้คราบเหล่านี้สัมผัสผิวรถโดยตรง
3. ลดการสะสมความร้อน (Heat Reflection)
รถที่สกุลหรือมีคราบฝุ่นหนาจะดูดซับความร้อนได้ดีกว่ารถที่สะอาดและมีความเงา การเคลือบสีที่มีคุณภาพจะช่วยให้พื้นผิวมีความลื่นและเงา (Reflective) ส่งผลให้การกระจายความร้อนทำได้ดีขึ้น และช่วยลดภาระการทำงานของระบบแอร์ภายในรถได้ในระดับหนึ่งครับ
4. รับมือกับ "พายุฤดูร้อน" (Summer Storms)
อากาศร้อนจัดมักตามมาด้วยฝุ่นที่ฟุ้งกระจายและพายุฝนฟ้าคะนอง หากรถไม่ได้เคลือบสีไว้ เมื่อฝนตกลงมาผสมกับฝุ่นแล้วเจอแดดเผาทันที จะเกิดเป็น "คราบน้ำ" (Water Spots) ที่ฝังแน่นและกำจัดออกยากมาก การเคลือบสีจะช่วยให้น้ำกลิ้งออก (Hydrophobic) ลดการเกิดคราบฝังลึก
5. ป้องกันไฟฟ้าสถิตและฝุ่นเกาะ (Anti-Static)
ในฤดูที่อากาศแห้ง รถจะเกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่าย ทำให้ฝุ่นเกาะตัวหนาอย่างรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์เคลือบสีรุ่นใหม่ๆ มักมีคุณสมบัติลดไฟฟ้าสถิต ช่วยให้ฝุ่นไม่เกาะแน่น เพียงแค่ใช้ไม้ขนไก่หรือผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดเบาๆ รถก็กลับมาเงาเหมือนเดิมโดยไม่ต้องล้างบ่อยครับ
ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ควรล้างและเคลือบสีรถในที่ร่มและในขณะที่ ตัวถังรถเย็นสนิท เท่านั้นนะครับ เพราะการลงน้ำยาบนพื้นผิวที่ร้อนจะทำให้เกิดคราบด่างได้ง่าย
